วันจันทร์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561


learning logs 8

Wednesday 17 October 2561


ความรู้ที่ได้รับ 



    วันนี้อาจารย์ให้นักศึกษาแบ่งกลุ่ม แล้วเลือกกิจกรรมที่น่าสนใจที่สุดในกลุ่มมาเขียนกระบวนการทำและนำเสนอการจัดกิจกรรมให้กับเด็กๆ
    หลังจากนั้นอาจารย์ก็ให้พวกเราเขียนแผนโครงการ จะต้องมี ชื่อโครงการ หลักการและเหตุผล วันที่ สถานที่ งบประมาณ วัสดุอุปกรณ์ ตารางดำเนินงาน วิธีการประเมิน และหน้าที่ของแต่ละคนที่ได้รับมอบหมายในการทำกิจกรรมทดลองวิทยาศาตร์



                                           1. กิจกรรมหนักเอาเบาสู้


                                            2.กิจกรรมรูปทรงของฟองสบู่

          

                                          3.กิจกกรมลาวาปะทุภูเขาไฟระเบิด



                                          4.กิจกรรมลูกโป่งพองโต




       




learning logs 7

Wednesday 10 October 2561




ความรู้ที่ได้รับ



 วันนี้อาจารย์ให้นักศึกษานำเสนองาน บ้านวิทยาศาสตร์ ต่อจากสัปดาห์ที่แล้วค่ะ



กิจกรรมที่ 11 ฟองสบู่



ขั้นตอนการทำกิจกรรมการทดลอง

          1.เทน้ำใส่กะละมัง  1/4  ของขวดน้ำ และผสมน้ำยาล้างจาน  5 ช้อน คนให้เข้ากัน
          2.ดัดลวดเป็นรูปทรงต่างๆ 
          3.นำลวดที่ดัดเป็นรูปทรงต่างๆ พันกับลวดกำมะหยี่
          4.นำลวดรูปทรงที่ตัด มาจุ่มน้ำในกะละมัง แล้วยกขึ้นมาเป่า

สรุปผล

           เมื่อผสมน้ำกับน้ำยาล้างจานแล้วเป่าจะเกิดฟองขึ้นมา  เพราะในน้ำยาล้างจานมีพื้นผิวที่ลื่นจึงทำให้เกิดฟองขึ้นมา



กิจกรรมที่ 12 ลูกโป่งพองโต



 

ขั้นตอนการทำกิจกรรมการทดลอง

           1.นำเบคกิ้งโซดาใส่ในลูกโป่งตาที่เราต้องการ
           2.นำน้ำส้มสายชูใส่ในขวดน้ำครึ่งขวด
           3.นำลูกโป่งมาสวมเข้ากับขวดน้ำ แล้วเขย่าขวด

สรุปผล

            เมื่อเบคกิ้งโซดาทำปฏิกิริยากับน้ำส้มสายชูแล้วอากาศจะลอยเข้าไปในลูกโป่งทำให้ลุกโป่งโตขึ้น



กิจกรรมที่ 13 การแยกเกลือกับพริกไทย



ขั้นตอนการทำกิจกรรมการทดลอง

            1.ผสมเกลือกับพริกไทยลงในจาน 
            2.ถูช้อนด้วยผ้าขนสัตว์
            3.สังเกตสิ่งที่เกิดขึ้น    

        
สรุปผล

             ช้อนมีประจุลบ เมื่อถูกับผ้าที่มีประจุบวก จึงเกิดไฟฟ้าสถิตขึ้น และเคลื่อนที่ไปดูดของที่มีสถานะเป็นกลางอย่างพริกไทยได้




กิจกรรมที่ 14 ภาพซ้ำไปมา



ขั้นตอนการทำกิจกรรมการทดลอง

             1.วาดรูปนก ระบายสีแล้วตัดออกมาเป็นภาพนก
             2.นำรูปนกมาเรียงต่อกันไปเรื่อยๆ


สรุปผล

             เมื่อนำภาพมาเรียงต่อกันเป็นรูปภาพแล้ว  เด็กได้ฝึกทักษะการต่อภาพให้เป็นทิศทางเดียวกันค่ะ



กิจกรรมที่ 15 ระฆังดำน้ำ






1.น้ำ
3.เรือ
2.ขวดน้ำที่ตัดก้นขวด
                                                     
4.แก้วหรือขวดสำหรับไว้ใส่น้ำใสๆ



ขั้นตอนการทำกิจกรรมการทดลอง
              
            1 เทน้ำลงในขวดใสๆที่เราหามา
            2 จุ่มขวดลงไปในแก้วน้ำ 
            3 เปิดฝาออกแล้วสังเกตการเปลี่ยนแปลง
            4 ปิดฝาขวดน้ำที่ตัดก้นแล้วให้แน่น            
            5 แล้วเอาเรือที่จำลองมาจุ่มลงไปในแก้วน้ำ 
            6 เปิดฝาออกแล้วสังเกตการเปลี่ยนแปลง

สรุปผล

              1 อากาศลอยขึ้นมาบนแก้วแล้วน้ำจึงเข้าไปแทนที่ในขวด เพราะอากาศมีแรงดัน

              2 อากาศลอยขึ้นมาข้างบนที่เราเปิดฝาออก แล้วน้ำจึงเข้าไปแทนที่ในขวด อากาศจึงดันเรือขึ้นไป เรือจึงไม่เปียกค่ะ





วันพุธที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

learning logs 6

Wednesday 3 October 2561


ความรู้ที่ได้รับ  


เรียนวันนี้เป็นการนำเสนอกิจกรรมการทดลองวิทยาศาสตร์ที่แต่ล่ะคนได้รับมอบหมาย โดยนักศึกษามีการเตรียมอุปกรณ์ที่จะใช้ในกิจกรรมของตนเองมาเพื่อนำเสนอ โดยอาจารย์คอยให้คำแนะนำเกี่ยวกับการทดลองและเทคนิควิธีการต่างๆอย่างเหมาะสม



  กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ มี 5 ขั้นตอน

ขั้นที่  1  กำหนดขอบเขตของปัญหา  
ขั้นที่  2  ตั้งสมมุติฐาน 
ขั้นที่  3  ทดลองและเก็บข้อมูล  
ขั้นที่  4  วิเคราะห์ข้อมูล  
ขั้นที่  5  สรุปผลคำตอบสมมุติฐาน  


กิจกรรม ที่ 1 ปั้มขวดลิปเทียน




ขั้นตอนการทำกิจกรรมการทดลอง

        1 เขย่าขวดน้ำที่ร้อนแล้วเทน้ำร้อนออก   เทน้ำสีลงใส่จานที่ 1  จากนั้นคว่ำปากขวดลงบนจาน
        2 เทน้ำสีลงบนจานที่ 2  จุดเทียนวางไว้ในจาน   จากนั้นนำแก้วมาครอบปิดเทียนที่จุดไว้


สรุปผล

       1 เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นอากาศก็จะลอยขึ้นไปบนขวด ทำให้น้ำเข้าไปแทนที่
       2 เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นอากาศในแก้วก็สูงข้ึนตาม น้ำจึงเข้าไปแทนที่ทำให้ไฟดับลง


กิจกรรม ที่ 2 เมล็ดถั่วเต้นระบำ




ขั้นตอนการทำกิจกรรมการทดลอง

         1  ใส่ถั่วลงไปโดยใช้ช้อนตวง จากนั้นเทโซดาลงไปในแก้วด้วย
         2  ใส่ถั่วลงไปโดยใช้ช้อนตวงให้เท่ากับแก้วใบที่ 1จากนั้นเทน้ำลงไปในแก้วด้วย 


สรุปผล

         ในโซดามีแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ที่มีน้ำหนักเบากว่าน้ำ จึงทำให้เมล็ดถั่วเกิดการลอยตัว
ขึ้นมาได้


กิจกรรม ที่ 3 แรงตึงผิว




ขั้นตอนการทำกิจกรรมการทดลอง
         
         1  เทน้ำใส่ลงไปในแก้วน้ำให้เต็ม จนให้น้ำเกิดการนูนสูงขึ้นมา
         2  ใช้หลอดดูดน้ำแล้วไปหยดลงบนฝาขวดน้ำให้เต็ม จนให้น้ำเกิดการนูนสูงขึ้นมา
         3  ใช้หลอดดูดน้ำแล้วไปหยดลงบนเหรียญจนให้น้ำเกิดการนูนสูงขึ้นมา


สรุปผล

       น้ำมีแรงตึงผิว จึงทำให้น้ำไม่ล้นออกมาและทำให้สัตว์บางชนิดเดินบนผิวนน้ำได้  เช่น  ยุง แมลงปอ


กิจกรรม ที่ 4 แสง




ขั้นตอนการทำกิจกรรมการทดลอง

         1 บนโต๊ะ  จากนั้นใช้ไฟฉายส่อง
         2 และแก้วใบที่  2  ให้มีระยะห่างกันเล็กน้อย จากนั้นใช้ไฟฉายส่อง


สรุปผล

         1.เมื่อส่องไฟฉายไปที่แก้ว แสงจะไปตกกระทบที่แก้วแล้วเกิดแสงขึ้นมา
         2.เมื่อส่องไฟฉายไปที่แก้วใบที่ 1 และแก้วใบที่ 2  พร้อมกัน  แก้วใบที่ 1 จะเกิดแสงใหญ่กว่ากว่าแก้วใบที่ 2 เพราะแก้วใบที่ 1 อยู่ใกล้แสงมากกว่าแก้วใบที่ 2


กิจกรรม ที่ 5 กระจกเงา




ขั้นตอนการทำกิจกรรมการทดลอง

        1.วาดรูปใส่กระดาษเพียงครึ่งรูป  แล้วนำไปส่องกับกระจก โดยวางกระดาษกับกระจกให้ตั้งฉากกัน
       

สรุปผล

         เกิดการสะท้อนของเงารูปภาพไปอีกฝั่ง จึงทำให้เห็นรูปภาพที่เต็มขนาด


กิจกรรม ที่ 6 ไหลแรงหรือไหลค่อย




ขั้นตอนการทำกิจกรรมการทดลอง

        1.นำขวดน้ำ มาเจาะรู 2 รู  คือ รูข้างบนและรูข้างล่าง แล้วน้ำเทปใสมาปิดตรงรู ทั้ง 2 รู จากนั้นเทน้ำใส่ลงไปในขวดน้ำที่เจาะรูให้เต็ม
        2.นำขวดน้ำที่เจาะรู มาวางไว้บนถาด  จากนำเทปใสที่ปิดรูไว้  เปิดออกทั้ง 2 รูป ให้น้ำไหลออกมา

สรุปผล

         รูทีอยู่ด้านล่าง น้ำจะไหลออกมาได้เร็วกว่ารูที่อยู่ข้างบน  เพราะรูข้างล่าง


กิจกรรม ที่  7 ดินน้ำมันสู่ยอดปราสาท




ขั้นตอนการทำกิจกรรมการทดลอง

         1.ให้เด็กๆปั้นดินน้ำมันเป็นทรงกลมหรือลูกบอล  จากนั้นให้กดดินน้ำมันด้านบนและด้านข้าง เพื่อให้ได้รูปทรงคล้ายกล่องขนาดเล็ก หรือให้เด็กปั้นดินน้ำมันเป็นท่อนยาวๆ
(ทรงกระบอก) โดยคลึงดินน้ำมันกับพื้นเรียบ
         2.ให้เด็กปั้นเป็นทรงต่างๆตามใจชอบ  ซึ่งครูอาจแนะนำเพื่อให้เด็กได้เรียนรู้เพิ่มเติม  เช่น  ปั้นเป็นทรงพีระมิด   ทรงกรวย
         3.เมื่อได้ดินน้ำมันเป็นทรงต่างๆให้เด็กใช้เส้นด้ายตัดดินน้ำมันที่ปั้นเอาไว้  จากนั้นให้ครูสอนเด็กในเรื่องหน้าตัดที่เกิดขึ้น ว่าเป็นรูปทรงเรขาคณิตชนิดใด  
         4.นอกจากนี้ครูอาจให้เด็กใช้พู่กันระบายสีหน้าตัดเพื่อใช้เป็นแม่พิมพ์  โดยให้เด็กปั้นเล่นบนกระดาษ


สรุปผล

         1.ได้ทักษะการปั้นและศิลปะในการปั้มสีลงบนกระดาษ

         2.ได้เรียนรู้รูปทรงเรขาคณิต ส่วนประกอบของรูปเรขาคณิต  


กิจกรรม ที่  8 ท่วงทำนองตัวเลข




ขั้นตอนการทำกิจกรรมการทดลอง

         1.ตัดกระดาษเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส พับมุมทั้ง 4 มุมให้เป็นสามเหลี่ยมให้เท่ากันทุกด้าน
         2.พลิกด้านที่เรียบขึ้นมา แล้วพับมุมทั้ง 4 มุมให้เป้นสามเหลี่ยมให้เท่ากันทุกด้านอีก
         3.ใช้สีระบายลงในช่องทั้ง 4 ให้สวยงาม และเขียนตัวเลข 1-4
         4.คลี่กระดาษให้เป็นรูปทรงจัตุรัส  ลองให้เด็กๆเล่น


สรุปผล

        ได้ฝึกการนับจำนวน


กิจกรรม ที่  9 พับและตัด




ขั้นตอนการทำกิจกรรมการทดลอง

        1.พับกระดาษโดยแบ่งครึ่งให้เท่ากัน  หยดสีลงนกระดาษ แล้วปิดกระดาษลงกดทับตรงที่
หยดสีลงไป
        2.หยดสีลงบนจุดกึ่งกลางของกระดาษ  วางเส้นดายทาบลงบนเส้นจุดกึ่งกลางของกระดาษ
 ปิดกระดาษลงกดทับตรงที่หยดสีไว้ ให้ดึงด้ายลงมาตามเข็มนาฬิกา


สรุปผล

        การดึงด้ายทำให้เกิดเป็นรูปภาพต่างๆขึ้นมา


กิจกรรม ที่ 10 แสงสีและการมองเห็น




ขั้นตอนการทำกิจกรรมการทดลอง

       1.วาดรูปลงบนแผ่นกระดาษ ใช้สี 3 สี  (แดง เขียว น้ำเงิน)   จากนั้นนำแผ่นใส 3 สี  เรียงต่อกัน 
(แดง เขียว น้ำเงิน) มาวางทาบไว้ข้างบนแผ่นที่วาดรูป


สรุปผล

      กระดาษที่มีสีเดียวกับรูปไม่สามารถมองเห็นได้

Leadrning Logs 5

wednesday  19 september 2018

ความรู้ที่ได้รับ

    สัปดาห์นี้อาจารย์ได้แนะนำวิธีการทำบล็อกที่ถูกต้องโดยการเปิดบล็อกของเพื่อนบางส่วนให้ดูตัวอย่างและแนะนำแนวทางแก้ไขเกี่ยวกับรายละเอียดเกี่ยวกับการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัยให้เป็นไปในแนวทางเดียวกันหลังจากนั้นก็เข้าสู่กิจกรรมการเรียนการสอนโดยอาจารย์ได้ให้นั่งเข้ากลุ่มและแจกใบความรู้วิธีการทดลองทางวิทยาศาสตร์ให้ตามจำนวนสมาชิกและได้ให้เลือกคนล่ะ 1 กิจกรรมและทำการสรุปจากใบการทดลองที่ได้รับ

                              
                                   กิจกรรมการทดลองที่ดิฉันได้เป็นกิจกรรมชื่อว่า สถานีเติมลมค่ะ

หลักการและกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
1.ทักษะการสังเกต  2.ทักษะการจำแนกประเภท  3.ทักษะการวัด 4.ทักษะการสื่อความหมาย  5.ทักษะการลงความเห็นจากข้อมูล 6.ทักษะการหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับเวลา 7.ทักษะการคำนวณ  


ทักษะที่ได้รับ
ทักษะการทำงานเป็นกลุ่ม
ทักษะการการสรุปและจับใจความ
ทักษะการเตรียมความพร้อมด้านการเรียนรู้

วันอังคารที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2561

Leadrning Logs 4

wednesday 29 August 2018


ความรู้ที่ได้รับ

     พัฒนาการทางสติปัญญาที่เป็นไปตามวัยเป็นลำดับขั้น ดังนี้
  1. ขั้นประสาทรับรู้และการเคลื่อนไหว (Sensori-Motor Stage) ขั้นนี้เริ่มตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 2 ปี พฤติกรรมของเด็กในวัยนี้ขึ้นอยู่กับการเคลื่อนไหวเป็นส่วนใหญ่ เช่น การไขว่คว้า การเคลื่อนไหว การมอง การดู ในวัยนี้เด็กแสดงออกทางด้านร่างกายให้เห็นว่ามีสติปัญญาด้วยการกระทำ เด็กสามารถแก้ปัญหาได้ แม้ว่าจะไม่สามารถอธิบายได้ด้วยคำพูด เด็กจะต้องมีโอกาสที่จะปะทะกับสิ่งแวดล้อมด้วยตนเอง ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับพัฒนาการด้านสติปัญญาและความคิดในขั้นนี้ มีความคิดความเข้าใจของเด็กจะก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว
  2. ขั้นก่อนปฏิบัติการคิด (Preoperational Stage) ขั้นนี้เริ่มตั้งแต่อายุ 2-7 ปี แบ่งออกเป็นขั้นย่อยอีก 2 ขั้น คือ
    -- ขั้นก่อนเกิดสังกัป (Preconceptual Thought) เป็นขั้นพัฒนาการของเด็กอายุ 2-4 ปี เป็นช่วงที่เด็กเริ่มมีเหตุผลเบื้องต้น สามารถจะโยงความสัมพันธ์ระหว่างเหตุการณ์ 2 เหตุการณ์ หรือมากกว่ามาเป็นเหตุผลเกี่ยวโยงซึ่งกันและกัน แต่เหตุผลของเด็กวัยนี้ยังมีขอบเขตจำกัดอยู่ เพราะเด็กยังคงยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง
    -- ขั้นการคิดแบบญาณหยั่งรู้ นึกออกเองโดยไม่ใช้เหตุผล (Intuitive Thought) เป็นขั้นพัฒนาการของเด็ก อายุ 4-7 ปี ขั้นนี้เด็กจะเกิดความคิดรวบยอดเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ รวมตัวดีขึ้น รู้จักแยกประเภทและแยกชิ้นส่วนของวัตถุ เข้าใจความหมายของจำนวนเลข เริ่มมีพัฒนาการเกี่ยวกับการอนุรักษ์ แต่ไม่แจ่มชัดนัก สามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้
  3. ขั้นปฏิบัติการคิดด้านรูปธรรม (Concrete Operation Stage) ขั้นนี้จะเริ่มจากอายุ 7-11 ปี พัฒนาการทางด้านสติปัญญาและความคิดของเด็กวัยนี้สามารถสร้างกฎเกณฑ์และตั้งเกณฑ์ในการแบ่งสิ่งแวดล้อมออกเป็นหมวดหมู่ได้ เด็กวัยนี้สามารถที่จะเข้าใจเหตุผล รู้จักการแก้ปัญหาสิ่งต่างๆ ที่เป็นรูปธรรมได้
  4. ขั้นปฏิบัติการคิดด้วยนามธรรม (Formal Operational Stage) นี้จะเริ่มจากอายุ 11-15 ปี ในขั้นนี้พัฒนาการทางสติปัญญาและความคิดของเด็กวัยนี้เป็นขั้นสุดยอด คือเด็กในวัยนี้จะเริ่มคิดแบบผู้ใหญ่ ความคิดแบบเด็กจะสิ้นสุดลง

ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของบรุนเนอร์

  1. ขั้นการเรียนรู้จากการกระทำ (Enactive Stage) คือ ขั้นของการเรียนรู้จากการใช้ประสาทสัมผัสรับรู้สิ่งต่าง ๆ การลงมือกระทำช่วยให้เด็กเกิดการเรียนรู้ดี การเรียนรู้เกิดจากการกระทำ
  2. ขั้นการเรียนรู้จากความคิด (Iconic Stage) เป็นขั้นที่เด็กสามารถสร้างมโนภาพในใจได้ และสามารถเรียนรู้จากภาพแทนของจริงได้
  3. ขั้นการเรียนรู้สัญลักษณ์และนามธรรม (Symbolic Stage) เป็นขั้นการเรียนรู้สิ่งที่ซับซ้อนและเป็นนามธรรมได้    

ทฤษฎีความต้องการตามลำดับขั้นของมาสโลว์(Hierarchy of Needs)

1.ความต้องการทางสรีระ(Physiological Needs)
2. ความต้องการความมั่นคงปลอดภัย (Safety Needs
3.ความต้องการความรักและเป็นส่วนหนึ่งของหมู่คณะ (Love and belonging Needs
4. ความต้องการที่จะรู้สึกว่าตนเองมีค่า (Esteem Needs)
5. ความต้องการที่จะรู้จักตนเองตามสภาพที่แท้จริง และพัฒนาศักยภาพของตน (Self-Actualization Needs)

ทฤษฏีพัฒนาจริยธรรมของโคลเบิร์ก

แนวคิดของโคลเบิร์ก (Kolberg) ใกล้คียงกับเพียเจต์ ( Piaget) คือเชื่อว่าพัฒนาการทางจริยธรรมของมนุษย์พัฒนาการได้ตามวัย และวุฒิภาวะทางสติปัญญา พัฒนาการทางจริยธรรมของมนุษย์ไม่ใช่การป้อนรูปแบบ กล่าวคือดูรูปหนึ่งจบแล้ว ดูอีกรูปหนึ่งโดยที่รูปแรกไม่ปรากฏในสายตาอีกต่อไป แต่พัฒนาการของมนุษย์จะค่อยๆพัฒนาไปตามวัน เวลา เจริญขึ้นเรื่อย ๆ


วิทยาศาสตร์  

วิทยาศาสตร์ หมายถึงสิ่งต่างที่อยู่รอบตัวเรา ที่สามารถนำมาเรียนรู้และประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันของเรา
ความสำคัญของวิทยาศาสตร์
ได้แก่  การใช้เทคโนโลยีต่างๆ ใช้สร้างเครื่องมือทางการแพทย์    การเพาะปลูกขยายพันธุ์   และส่งผลต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์
ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
              เป็นทักษะที่ส่งเสริมให้เด็กสามารถคิดหาเหตุผล  แสวงหาความรู้   แก้ไขปัญหาได้ตามวัยของเด็ก   ผู้สอนควรจัดกิจกรรมที่ให้เด็กได้ลงมือกระทำตามสิ่งแวดล้อมรอบๆตัวเด็ก

ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย   มี  6 ทักษะ  ดังนี้
1.ทักษะการสังเกต  (Observation)
        เป็นการใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 โดยตรงกับวัตถุ  เพื่อมีจุดประสงค์ที่จะหาข้อมูลในรายละเอียดนั้นๆ
เช่น  การสังเกตรูปร่างทั่วไป
2.ทักษะการจำแนกประเภท  (Classifying)
        เป็นความสามารถในการแบ่งประเภทของสิ่งของโดยใช้เกณฑ์ (Criteria)
เช่น   ความเหมือน  (หมวกที่มีสีเหมือนกัน)    ความแตกต่าง (กล่องใบใหญ่-กล่องใบเล็ก)  ความสัมพันธ์ร่วม (รูปภาพรถ-ถนน)
3.ทักษะการวัด ( Measurement)
         เป็นการใช้เครื่องมือต่างๆ เพื่อวัดหาปณิมาณในสิ่งที่เราต้องการทราบ  
เช่น  รู้จักกับสิ่งของที่จะวัดเป็นอย่างไร   การเลือกเครื่องมือมาวัด    วิธีการการวัด
4.ทักษะการสื่อความหมาย  (Communication)
         เป็นการพูด  การเขียน  การสร้างรูปภาพและภาษาท่าทาง  การแสดงสีหน้า เพื่อให้รับข้อมูลได้อย่างถูกต้อง  เช่น ต้องรู้จักลักษณะคุณสมบัติวัตถุ   บันทึกการเปลี่ยนแปลง    การบอกความสัมพันธ์ของข้อมูลที่จัดทำได้   การจัดทำข้อมูลในรูปแบบต่างๆ  
5.ทักษะการลงความเห็นจากข้อมูล   (Interring)
         เป็นการเพิ่มเติมความคิดเห็นให้กับข้อมูลที่มีอยู่อย่างมีเหตุผล โดยอาศัยความรู้หรือประสบการณ์ต่างๆ  เช่น  การหาข้อสรุปเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ   การสรุปความสัมพันธ์สิ่งของต่างๆ   การสังเกตการเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆรอบตัว
6.ทักษะการหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับเวลา  (Space)
          เป็นการเรียนรู้ใน  1 มิติ  2 มิติ  3 มิติ  การเขียนภาพ 2 มิติแทนรูป 3 มิติ  และการบอกทิศทาง
 เช่น  การบอกความสัมพันธ์ระหว่างทิศทางกับวัตถุ   การบอกตำแหน่งซ้าย-ขวา
การสังเกตภาพ 2 มิติ  3 มิติ
7.ทักษะการคำนวณ   (Calculation)
          เป็นความสามารถในการนับจำนวนของวัตถุต่างๆ  การบวก ลบ คูณ หาร  ความยาว ความสูง
เช่น  การคำนวณรายรับ-รายจ่าย   การคำนวณความยาวของรองเท้า